ทำไมไม่ควรทำ Fat Grafting เสริมจมูก

Fat Grafting
Fat Grafting

การทำ Fat Grafting เป็นอีกหนึ่งวิธีศัลยกรรมที่สาวๆ ทั่วทั้งโลกใฝ่ฝันกันมากนาน เป็นวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่บอกเลยว่า สร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการศัลยกรรมเลยทีเดียว เพราะไม่ต้องเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย เป็นการนำเอาไขมันส่วนเกินของตัวเราเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถเติมเต็มรอยร่องลึกต่างๆ ทั่วใบหน้า ลำคอ หลังมือ ทำให้ผิวหนังที่เหี่ยวย่นกลับมาเต่งตึงได้ รวมทั้งสามารถเสริมหน้าอกได้อีกด้วย

ส่วนบริเวณที่แพทย์ไม่แนะนำให้ทำคือ จมูก คนไข้ที่อยากจะได้จมูกที่โด่งมากๆ การฉีดไขมันเข้าไปจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการมากนัก เพราะไขมันโดยธรรมชาติจะกระจายตัวออก ซึ่งจะทำให้จมูกดูใหญ่ไม่สวยงาม แถมยังยากที่จะแก้ไขได้ หรือแม้แต่การฉีดลงบนตำแหน่งเดียวเพื่อให้จมูกโด่งขึ้น ก็ไม่ได้ผลที่ถาวร ในระยะแรกอาจจะดูดี แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 เดือน ไขมันที่อยู่ตรงกลางจะตายไปและถูกเม็ดเลือดขาวทำลายไป ก็จะทำให้จมูกกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง ดังนั้นการฉีดไขมันเพื่อเสริมจมูกจะทำให้ได้ผลดีเฉพาะบางคนที่อยากจะเสริมในปริมาณน้อยๆ เท่านั้น ดังนั้นการทำ Fat Grafting จึงควรเลือกจุดที่ถูกต้องและเหมาะสมจริงๆ ซึ่งมีหลายจุดมาก ไม่ว่าจะเป็น รอยย่นที่หน้าผาก รอยขมวดคิ้ว เติมเมขมับ รอยย่นใต้ตา รอยร่องน้ำตา ร่องแก้ม เพิ่มโหนกแก้ม ริมฝีปาก ร่องมุมปาก ปรับตำแหน่งคิ้ว ปรับรูปหน้า เติมเต็มแผลเป็นที่ยุบให้นูนขึ้น แก้ปัญหาแก้มตอบ ซึ่งหลังจากทำแล้วจะช่วยให้ดูผิวหน้าอ่อนเยาว์ด้วย แม้ว่าหลังทำจะมีอาการบวมเหมือนการทำศัลยกรรมทั่วๆ ไป อาจจะบวมมากในช่วงสัปดาห์แรก แต่หลังจาก 1 เดือนขึ้นไปจะเห็นผลลัพธ์ที่คุณพึ่งพอใจอย่างแน่นอน

สาวๆ ที่อยากจะเสริม อย่างจะเพิ่ม แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาการแพ้ บอกได้เลยว่า Fat Grafting ช่วยคุณได้

 

ศัลยกรรมขากรรไกร ช่วยให้หน้าเรียวได้จริงหรือ

คงเคยได้ยินเรื่องการ ศัลยกรรมขากรรไกร กันมาบ่อยๆ แต่แค่ได้ยินชื่อ หลายคนก็กลัวและคิดว่าเป็นการศัลยกรรมที่น่ากลัวเกินไป แต่บอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะการศัลยกรรมขากรรไกร ไม่ได้เป็นเรื่องของการศัลยกรรมอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาอาการผิดปกติของขากรรไกรด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะช่วยปรับรูปหน้าให้เปลี่ยนแปลงไปได้

การศัลยกรรมขากรรไกร หลายคนคิดว่า อย่างไรซะก็จะช่วยให้หน้าเรียวเป็นวีเชฟทรงยอดฮิตได้อย่างแน่นอน แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่ได้เป็นผลลัพธ์อย่างนั้นเสมอไป เพราะการทำศัลยกรรมขากรรไกร ที่แท้จริงคือการ เคลื่อนย้ายตำแหน่งของขากรรไกรบนและล่างให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสม คนที่มีการสบฟันที่ไม่ถูกต้อง ฟันบนกับฟันล่างสบกันได้ไม่ดี ขากรรไกรเบี้ยวเอียงผิดรูป อาการเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมขากรรไกร ซึ่งการศัลยกรรมขากรรไกรนั้นไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาโหนกแก้มที่ยื่น หรือกรามที่เป็นเหลี่ยม ได้เพราะว่าเป็นอวัยวะคนละส่วนกัน แต่ถ้าอยากจะปรับรูปหน้าให้ได้รูป หน้าเรียววีเชฟ ด้วยการลดขนาดโหนกแก้มและกรามให้เล็กลงนั้น ก็สามารถทำร่วมกับการศัลยกรรมขากรรไกรได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะทำพร้อมกันไปเลย เพราะการทำจะทำจากแผลด้านในปากจุดเดียวกัน ดังนั้นหากถามว่าการ ศัลยกรรมขากรรไกร ช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้หรือไม่ ตอบเลยว่า หน้าเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างแน่นอน แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่า ปัญหาหน้าเหลี่ยมของคนไข้มาจากจุดไหน หากมาจากโหนกแก้ม การศัลยกรรมขากรรไกรก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ ต้องศัลยกรรมโหนกแก้มร่วมด้วยนั้นเอง

ดังนั้นก่อนจะทำ ศัลยกรรมขากรรไกร ก็ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ให้ตรวจดูอย่างละเอียดถีท้วนก่อน ปัญหาบนใบหน้าเกิดจากอะไร ต้องทำโหนกแก้ม หรือทำกรามด้วยเลยรึเปล่า จะได้เปิดแผลครั้งเดียว เจ็บตัวครั้งเดียว สวยกันไปให้สุดๆ ไปเลย

 

 

 

 

ศัลยกรรมหน้าอกไปแล้ว อยู่ได้นานแค่ไหน

ความจริงในเรื่องของการทำศัลยกรรม บอกเลยว่ากลายเป็นค่านิยมแง่บอกในสังคมเราไปแล้ว สมัยก่อนการทำศัลยกรรมเป็นเรื่องน่ากลัว ดูไม่ดี แต่ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป แนวคิดเปลี่ยนไป และมองว่าคนที่ทำศัลยกรรมคือคนที่อยากมั่นใจขึ้นก็เท่านั้น และการศัลยกรรมที่นิยมทำมาเป็นอันดับต้นๆ คือหน้าอก แต่การนำซิลิโคนใส่เข้าไปในร่างกาย จะอยู่ได้นานขนาดไหน วันนี้เรามารู้คำตอบกันค่ะ

อย่างแรกที่เราควรเรียนรู้คือ ส่วนประกอบของซิลิโคนนั้นมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวถุง และสารที่อยู่ข้างในถุง โดยสารที่ใส่อยู่ในถุงซิลิโคนก็คือ ซิลิโคนเจล ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถจับตัวกันได้เองเป็นก้อน ไม่กระจายตัว ซึ่งตัวอายุจริงๆ ของซิลิโคนที่เราเสริมเข้าไปนั้น บอกเลยว่ามีอายุไขยืนยาวกว่าอายุของคนเราเลยทีเดียว แต่ไม่ว่ายังไงแล้ว ก็มีโอกาสการรั่วของซิลิโคนทุกยี่ห้อที่ได้มาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 10% ใน 10 ปี ในบางรายที่เมื่อศัลยกรรมหน้าอกไปแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีรูปร่างไม่เหมือนเดิม หรือมีความแข็งตัวของซิลิโคนมาขึ้น อาจเป็นเพราะพฤติกรรมและกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนด้วย ซึ่งสิ่งที่ควรทำคือ หลังจากเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนมาแล้ว ควรฝึกการตรวจคล้ำเต้านมของตัวเองและทำประเป็นจำให้เป็นนิสัย และควรหาเวลาไปพบคุณหมอเพื่อเอ็กซเรย์เต้านมอย่างน้อย 3-5 ปีครั้ง เพราะหากพบความผิดปกติตั้งแต่เนินๆ จะได้แก้ไขได้ทันเวลา

ดังนั้น ถามว่า ซิลิโคน อยู่ได้นานแค่ไหน บอกได้คำเดียวว่าอยู่ได้นานกว่า ชีวิต ของเราเองเสียอีก แต่สิ่งสำคัญมากกว่าการมีหน้าอกสวยๆ ตูมๆ คือ การดูแลตัวเองหลังจากทำมาแล้ว เพราะนอกจากจะทำให้หน้าอกไซส์ใหญ่ที่เราต้องการอยู่กับเราไปนานๆ แล้ว ยังเป็นการดูแลสุขภาพตัวเองที่เราควรปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องค่ะ