โบท็อกซ์หางตา แล้วสั่งลาตีนกาได้เลย

รอยตีนกา เป็นสิ่งหนึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออายุมากขึ้น เพราะมักจะเกิดจากการแสดงสีหน้าและแสดงอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น หัวเราะ ร้องไห้ ยิ้ม ความเครียด รวมทั้งการพูดคุยระหว่างวัน ก็มีส่วนที่ทำให้ริ้วรอยบนในหน้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่หางตาและระหว่างคิ้ว แถมยิ่งนานวันร่องรอยเหล่านี้ก็ลึกขึ้นและชัดขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

วิธีที่จะทำให้รอยตีนกาเหล่านี้หลายไปทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้, การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ไม่ขยี้ตาบ่อยๆ, ไม่เครียด, การหลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษ, ใช้ครีมบำรุง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อทำแล้วช่วยให้ตีนกาขึ้นดีขึ้นแต่คงต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ทางลัดที่จะทำให้รอยดีกาหายไปอย่างรวดเร็วคือการฉีดโบท็อกซ์ เข้าไปบริเวณกล้ามเนื้อหางตา สารโบท็อกซ์จะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว รอยย่นที่เกิดขึ้นจากการดึงรั้งของกล้ามเนื้อนั้นๆ จะค่อยๆ จางหายในระยะเวลาเพียง 2-3 หลังฉีด และให้ผลเด่นชัดที่สุดหลังจาก 7 วันที่ฉีดโบท็อกซ์แล้ว และจะแสดงผลอยู่ประมาณ 6-9 เดือน แต่สามารถฉีดซ้ำได้เมื่อโบท็อกซ์ใกล้หมดฤทธิ์ ซึ่งควรฉีดในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากฉีดมากเกินไปจะทำให้หน้าดูแข็งเวลาแสดงสีหน้าได้ นอกจากจะฉีดเพื่อลบเรือนริ้วรอยตีนกาแล้ว โบท็อกซ์ยังช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อต่างๆ ทั่วใบหน้า และช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้นได้ด้วย จึงเรียกได้ว่าเป็นสารเติมเต็มความสวยความงามที่สาวๆ ทั่วทั้งโลกให้การยอมรับและติดอกติดใจเป็นอย่างมาก

ใครที่อยากจะลาขาดจากรอยตีนกาด้วยเวลาอันรวดเร็ว สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้และมีความปลอดภัยสูง นั้นก็คือ โบท็อกซ์ ไม่เชื่อลองไปปรึกษาคลินิกแถวบ้านดูได้เลย รับประกันว่าคุณจะรู้สึกได้ถึงความมั่นใจเหมือนกับไป 14 อีกครั้ง

กินอาหารแบบนี้กี่ปีๆก็หน้าเด็ก

กินอาหาร
กินอาหาร

คนบางคนต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้เลย เพราะพวกเขามีเคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้ใบหน้าดูเด็กและอ่อนเยาว์ตลอดกาล เคล็ดลับที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุณเองก็สามารถทำได้เช่นกัน หากคุณอยากรู้ว่าต้องทำอ่างไร ตามมาดูวิธีทำให้หน้าเด็กไปตลอดด้วยกันได้เลยค่ะ

แม้ว่าอวัยวะภายในร่างกายของเราจะค่อยๆเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา แต่คุณสามารถย้อนอายุของผิวหน้าได้ด้วยการรับประทานอาหารที่ดี แต่ควรจะต้องทานอะไรบ้างถึงจะทำให้ดูเด็ก ดูสวยและหล่อแบบกระชากวัย เรามีคำตอบมาเสิร์ฟให้คุณแล้วค่ะ
1. น้ำพริก–อาหารประจำชาติไทย

คนไทยชอบทานน้ำพริก และประเทศไทยก็มีน้ำพริกให้เลือกทานอย่างหลากหลาย แต่ประเด็นหลักที่ให้ทานน้ำพริกกระชากวัยไม่ได้อยู่ที่น้ำพริกว่าเป็นประเภทไหน แต่เป็นเพราะการทานผักแกล้มน้ำพริกต่างหาก

การทานผักควบคู่ไปด้วยกับการกินน้ำพริก จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ได้วิตามินจากผักหลากชนิดได้ครบ และเป็นอาหารที่สามารถทานได้แบบไม่รู้จักเบื่อ แต่ต้องเลือกทานให้หลากหลายและหลีกเลี่ยงน้ำพริกที่มีส่วนผสมของไขมันหรือน้ำมันที่มากเกินไป เท่านั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ
2. ผัก-ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและเบต้าแคโรทีนสูง

การรับประทานผักผลไม้ทั่วๆไปอาจจะช่วยให้คุณมีลำไส้ที่แข็งแรง ขับถ่ายง่าย แต่การเน้นรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหรือวิตามินดีๆด้วย จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์แบบสองต่อ ทั้งดูดีจากภายนอกและภายใน

ทั้งนี้ ควรเน้นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและเบต้าแคโรทีนสูง โดยเฉพาะฟักทอง และมะเขือเทศ เนื่องจากผักผลไม้ทั้งสองนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงมาก แถมยังสามารถรับประทานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการทานแบบสด แบบผ่านความร้อน หรือแบบแปรรูปแล้ว แบบไหนก็มีประโยชนฺทั้งสิ้น

3. หยุดอาหารฟาสท์ฟู้ดได้แล้ว

จะรีบจะเร่งแค่ไหน อย่าให้ฟาสท์ฟู้ดเข้ามามีบทบาทกับเรามากเกินไป กินได้บ้างแต่อย่ากินจนติดเป็นนิสัย เพราะอาหารเหล่านี้ไม่ดีต่อสุขภาพเอาเสียเลย มีทั้งแป้ง น้ำตาล ไขมัน และแคลอรี่สูง ยิ่งกินมากเท่าไหร่ยิ่งพาเราเข้าโรงพยาบาลเร็วมากขึ้น ใครไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บป่วยบ่อย…ถึงเวลาที่ต้องลดแล้วค่ะ
4. ธัญพืช

ร่างกายเราต้องการโปรตีน ซึ่งไม่ได้สามารถหาได้จากเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากต้องการโปรตีนที่หลากหลายและมีประโยชน์ อย่าลืมที่จะเลือกทานโปรตีนจากธัญพืชด้วย

จะเป็น ถั่วลิสง ถั่วลันเตา มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ เมล็ดเจีย งาขาว และงาดำ ก็ล้วนเป็นแหล่งของโปรตีนที่สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้ดีทั้งนั้น วันไหนที่ไม่อยากทานเนื้อสัตว์ หาธัญพืชเหล่านี้มาทดแทนโปรตีนก็ได้ เคี้ยวเพลินๆ อร่อย แถมไม่อ้วนอีกด้วย
5. ลดของหวานให้น้อยที่สุด

คนที่ทานหวานมากๆส่วนใหญ่จะหน้าแก่กว่าคนที่ไม่ทานหวาน ทั้งนี้เพราะเมื่อร่างกายเผาผลาญน้ำตาลในปริมาณมาก ก็จะเกิดอนุมูลอิสระสูงขึ้นภายในร่างกายสูง ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆถูกทำลายจนผลิตไม่ทัน เหตุการณ์เช่นนี้เป็นผลให้ร่างกายและใบหน้าของเราแก่เร็วขึ้นได้นั่นเอง
6. ดื่มไวน์แดง

อย่าคิดว่าแอลกอฮอล์จะมีแต่โทษเสมอไป แอลกอฮอล์ดื่มให้มีประโยชน์ก็ได้ แค่ต้องดื่มให้ถูกชนิดและดื่มให้ถูกปริมาณเท่านั้น โดยแอลกอฮอล์ที่แนะนำให้ดื่มเพื่อลดอายุ ก็คือ ไวน์แดง เพราะไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากองุ่นที่หมักทั้งเปลือก จึงมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก

ปริมาณที่แนะนำให้สาวๆดื่ม ก็คือ วันละ 1-2 แก้ว ส่วนหนุ่ม ๆ ให้ดื่มเพิ่มได้อีก 1 แก้ว ซึ่งถือเป็นปริมาณที่กำลังดีและไม่ทำให้สติหลุด
7. ดื่มน้ำขิง

ถ้าไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน หรือไม่ชอบดื่มไวน์ แค่น้ำขิงก็ช่วยให้หน้าเด็กได้เหมือนกัน เพราะน้ำขิงมีฤทธิ์ร้อนช่วยให้เลือดลมเดินดี ลดไขมันในเส้นเลือดอีกด้วย จะดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็นก็ย่อมได้ ถ้าจะให้ดีควรเติมน้ำผึ้งแม้ลงไปอีกนิด เพราะน้ำผึ้งได้ชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้คุณอายุยืนกว่าเดิมได้
8. ดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอ

การดื่มน้ำที่สะอาดและเพียงพอในแต่ละวันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะทุกส่วน ทุกเซลล์ในร่างกายล้วนแต่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ลองคิดดูว่าถ้าอวัยวะเหล่านี้ขาดน้ำไป ร่างกายจะพังพินาศขนาดไหน เพราะฉะนั้น อย่าลืมเติมน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอทุกวันนะคะ

การจะทำให้ร่างกายดูสวยหล่อ มีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง และหน้าเด็กตลอดเวลาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากคุณรู้จักบริหารการดูแลร่างกายที่ดีเช่นนี้ทุกวัน นอกจากนี้ สามารถเพิ่มเติมให้ดีกว่าเดิมได้ทุกวันด้วยการออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ หากทุกๆอย่างเป็นไปตามที่เราแนะนำนี้
ใบหน้าของคุณจะดูเด็กลงทุกวันๆอย่างไม่ต้องสงสัยเลยละคะ

เรื่องที่เราแนะนำไปนี้ไม่จำเป็นต้องทำตอนที่มีอายุมากๆเท่านั้น แต่เด็กๆหรือวัยรุ่นก็สามารถทำตามได้เช่นกัน เพราะยิ่งคุณสามารถกินหรือดื่มอาหารเหล่านี้ได้เร็วมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งได้รับผลลัพธ์แห่งการเป็นหนุ่มสาวได้อย่างยาวนานมากยิ่งขึ้น ลองทำตามดูสิค่ะ

ความหนาวศัตรูตัวร้ายของผิวคุณผู้ชาย

ใกล้ถึงหน้าหนาวเข้าทุกทีแล้ว บางคนก็คงกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวสัมผัสกับอากาศหนาวหรือการเตรียมเลือกเสื้อผ้าเพื่อให้ความอบอุ่น ทว่าความหนาวที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นและรอคอยกันอยู่นั้นกลับไม่ใช่มิตรที่ดีต่อผิวคุณแม้แต่น้อย เนื่องจากยิ่งอุณหภูมิยิ่งลดต่ำลงมากเท่าไหร่ระดับความชื้นก็จะยิ่งน้อยลงไปเช่นกัน ส่งผลให้การทำงานของชั้นผิวหยุดชะงักในส่วนของการเปลี่ยนแปลงความสมดุลของน้ำ, ไขมันและโปรตีนในชั้นผิว

การดูแลผิว

ขั้นตอนการดูแลผิวในหน้าหนาว

  • การล้างหน้า ควรล้าง 2 ครั้งต่อวันและใช้เวลาประมาณ 1 นาทีต่อครั้ง ไม่เพียงจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นในยามเช้าเท่านั้น การล้างหน้าจะช่วยในการขจัดสิ่งสกปรก น้ำมันตกค้าง มลพิษและสิ่งตกค้างต่างๆ คุณผู้ชายที่มีผิวมันเนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศชายเปลี่ยน หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ จะก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้และจะนำไปสู่ปัญหาสิวในที่สุด
  • การขัดผิว หากมีเวลาและทำได้ควรทำเพียง 1 ครั้งต่อวันในตอนเช้า เพื่อช่วยในการล้างเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจะช่วยลดปัญหาการอุดตันของรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุของสิวหัวดำและผิวหน้าไม่เรียบเนียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณผู้ชายในวัย 25 ปีเป็นต้นไปเนื่องจากอัตราการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติจะลดลงนั่นเอง
  • ครีมกันแดด ต่อให้เข้าฤดูหนาวแล้วก็ใช่ว่าจะไม่ต้องเจอกับแสงเสียเมื่อไหร่ แสงที่ได้รับจากหลอดไฟก็ทำให้ผิวของคุณเจอกับรังสี UV ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยและจุดด่างดำ (ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30)
  • การบำรุงผิว การเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวในช่วงหน้าหนาวถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญของการดูแลผิวเลยก็ว่าได้ ทว่าไม่ใช่ในทุกคนที่จะสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้เองตามธรรมชาติและสิ่งที่คุณต้องเผชิญในแต่ละวันก็ทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นไปโดยไม่รู้ตัว เลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่เหมาะกับผิวหน้าและเลือกกลิ่นที่ช่วยเพิ่มความแมนเสมือนเลือกใช้น้ำหอมกลิ่นจางๆ ก็ดูจะเป็นวิธีที่น่าสนใจไม่น้อย

ด้วยเคล็ดลับการดูแลและป้องกันผิวเพียงไม่กี่ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณผู้ชายสามารถเผชิญกับลมหนาวได้อย่างมั่นใจอย่างแน่นอน อย่าลืมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณด้วยนะ

เทคนิคการทำตาสองชั้นที่สาวๆ ควรต้องเรียนรู้

ได้เวลาที่สาวหน้าหมวยจะมีดวงตาที่กลมโตขึ้นได้แล้ว เพราะการศัลยกรรมตาสองชั้น ไม่ใช่แค่จะทำให้ตาดูสวยและกลมโตขึ้นได้อย่างเดียว แต่ถือว่าเป็นการปรับโหง้วเฮ้งให้คุณได้อีกด้วย ซึ่งเทคนิคการทำตาสองชั้นในปัจจุบันทำได้หลายวิธีเป็นอย่างมาก ดังนี้

  1. การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่มีบริเวณเปลือกตามีไขมันน้อย และหนังตาต้องไม่ตกหย่อนมากจนเกินไป เพราะวิธีนี้เป็นการใช้เทคนิคการรอยไหมเข้ามาช่วย ไม่ได้มีการผ่าตัดเอาไขมันหรือผิวหนังส่วนเกินออกไป ซึ่งก็ให้ผลที่ดีไม่น้อย และยังมีข้อดีที่ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่มีอาการบวมเท่าไหร่นัก ช่วยแก้ไขปัญหาตาชั้นเดียวได้ดี แต่มีโอกาสที่ไหมที่รอยไว้จะหลุดได้ ซึ่งต้องมาทำซ้ำอีกครั้ง
  2. การผ่าตัดด้วยการกรีดชั้นหนังตา วิธีนี้เป็นการใช้มีดหรือเลเซอร์กรีดไปที่บริเวณหัวตาไปจนถึงหางตา ตามตำแหน่งที่ตกลงไว้กับคนไข้ วิธีนี้จะต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าวิธีแรก แต่จะเห็นผลค่อนข้างชัดเจน
  3. การเย็บชั้นตาโดยการเปิดแผลขนาดเล็ก เป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ที่มีไขมันที่เปลือกตามากๆ ซึ่งการผ่าตัดจะเปิดแผลที่บริเวณเปลือกตาช่วงตรงกลาง แล้วตัดเอาไขมันบางส่วนออก แล้วเย็บให้เรียบร้อย จะได้เป็นรอยพับตามที่คนไข้ต้องการ

การจะเลือกว่าจะใช้วิธีไหนในการทำตาสองชั้นต้องอยู่ที่ดุลพินิจของแพทย์ด้วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับดวงตาของคุณมากที่สุดนั้นเอง ซึ่งหลังจากผ่าตัดแล้วการดูแลตัวเองค่อนข้างง่าย เพราะเป็นการผ่าตัดเคสเล็กๆ เท่านั้น แต่ควรจะนอนหมอนสูง และประคบเย็นที่แผลวันละ 4 ครั้ง เพื่อลดอาการบวมให้หายเร็วขึ้น

ทำไมไม่ควรทำ Fat Grafting เสริมจมูก

Fat Grafting
Fat Grafting

การทำ Fat Grafting เป็นอีกหนึ่งวิธีศัลยกรรมที่สาวๆ ทั่วทั้งโลกใฝ่ฝันกันมากนาน เป็นวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่บอกเลยว่า สร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการศัลยกรรมเลยทีเดียว เพราะไม่ต้องเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย เป็นการนำเอาไขมันส่วนเกินของตัวเราเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถเติมเต็มรอยร่องลึกต่างๆ ทั่วใบหน้า ลำคอ หลังมือ ทำให้ผิวหนังที่เหี่ยวย่นกลับมาเต่งตึงได้ รวมทั้งสามารถเสริมหน้าอกได้อีกด้วย

ส่วนบริเวณที่แพทย์ไม่แนะนำให้ทำคือ จมูก คนไข้ที่อยากจะได้จมูกที่โด่งมากๆ การฉีดไขมันเข้าไปจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการมากนัก เพราะไขมันโดยธรรมชาติจะกระจายตัวออก ซึ่งจะทำให้จมูกดูใหญ่ไม่สวยงาม แถมยังยากที่จะแก้ไขได้ หรือแม้แต่การฉีดลงบนตำแหน่งเดียวเพื่อให้จมูกโด่งขึ้น ก็ไม่ได้ผลที่ถาวร ในระยะแรกอาจจะดูดี แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 เดือน ไขมันที่อยู่ตรงกลางจะตายไปและถูกเม็ดเลือดขาวทำลายไป ก็จะทำให้จมูกกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง ดังนั้นการฉีดไขมันเพื่อเสริมจมูกจะทำให้ได้ผลดีเฉพาะบางคนที่อยากจะเสริมในปริมาณน้อยๆ เท่านั้น ดังนั้นการทำ Fat Grafting จึงควรเลือกจุดที่ถูกต้องและเหมาะสมจริงๆ ซึ่งมีหลายจุดมาก ไม่ว่าจะเป็น รอยย่นที่หน้าผาก รอยขมวดคิ้ว เติมเมขมับ รอยย่นใต้ตา รอยร่องน้ำตา ร่องแก้ม เพิ่มโหนกแก้ม ริมฝีปาก ร่องมุมปาก ปรับตำแหน่งคิ้ว ปรับรูปหน้า เติมเต็มแผลเป็นที่ยุบให้นูนขึ้น แก้ปัญหาแก้มตอบ ซึ่งหลังจากทำแล้วจะช่วยให้ดูผิวหน้าอ่อนเยาว์ด้วย แม้ว่าหลังทำจะมีอาการบวมเหมือนการทำศัลยกรรมทั่วๆ ไป อาจจะบวมมากในช่วงสัปดาห์แรก แต่หลังจาก 1 เดือนขึ้นไปจะเห็นผลลัพธ์ที่คุณพึ่งพอใจอย่างแน่นอน

สาวๆ ที่อยากจะเสริม อย่างจะเพิ่ม แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาการแพ้ บอกได้เลยว่า Fat Grafting ช่วยคุณได้

 

ศัลยกรรมขากรรไกร ช่วยให้หน้าเรียวได้จริงหรือ

คงเคยได้ยินเรื่องการ ศัลยกรรมขากรรไกร กันมาบ่อยๆ แต่แค่ได้ยินชื่อ หลายคนก็กลัวและคิดว่าเป็นการศัลยกรรมที่น่ากลัวเกินไป แต่บอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะการศัลยกรรมขากรรไกร ไม่ได้เป็นเรื่องของการศัลยกรรมอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาอาการผิดปกติของขากรรไกรด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะช่วยปรับรูปหน้าให้เปลี่ยนแปลงไปได้

การศัลยกรรมขากรรไกร หลายคนคิดว่า อย่างไรซะก็จะช่วยให้หน้าเรียวเป็นวีเชฟทรงยอดฮิตได้อย่างแน่นอน แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่ได้เป็นผลลัพธ์อย่างนั้นเสมอไป เพราะการทำศัลยกรรมขากรรไกร ที่แท้จริงคือการ เคลื่อนย้ายตำแหน่งของขากรรไกรบนและล่างให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสม คนที่มีการสบฟันที่ไม่ถูกต้อง ฟันบนกับฟันล่างสบกันได้ไม่ดี ขากรรไกรเบี้ยวเอียงผิดรูป อาการเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมขากรรไกร ซึ่งการศัลยกรรมขากรรไกรนั้นไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาโหนกแก้มที่ยื่น หรือกรามที่เป็นเหลี่ยม ได้เพราะว่าเป็นอวัยวะคนละส่วนกัน แต่ถ้าอยากจะปรับรูปหน้าให้ได้รูป หน้าเรียววีเชฟ ด้วยการลดขนาดโหนกแก้มและกรามให้เล็กลงนั้น ก็สามารถทำร่วมกับการศัลยกรรมขากรรไกรได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะทำพร้อมกันไปเลย เพราะการทำจะทำจากแผลด้านในปากจุดเดียวกัน ดังนั้นหากถามว่าการ ศัลยกรรมขากรรไกร ช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้หรือไม่ ตอบเลยว่า หน้าเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างแน่นอน แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่า ปัญหาหน้าเหลี่ยมของคนไข้มาจากจุดไหน หากมาจากโหนกแก้ม การศัลยกรรมขากรรไกรก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ ต้องศัลยกรรมโหนกแก้มร่วมด้วยนั้นเอง

ดังนั้นก่อนจะทำ ศัลยกรรมขากรรไกร ก็ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ให้ตรวจดูอย่างละเอียดถีท้วนก่อน ปัญหาบนใบหน้าเกิดจากอะไร ต้องทำโหนกแก้ม หรือทำกรามด้วยเลยรึเปล่า จะได้เปิดแผลครั้งเดียว เจ็บตัวครั้งเดียว สวยกันไปให้สุดๆ ไปเลย

 

 

 

 

ศัลยกรรมหน้าอกไปแล้ว อยู่ได้นานแค่ไหน

ความจริงในเรื่องของการทำศัลยกรรม บอกเลยว่ากลายเป็นค่านิยมแง่บอกในสังคมเราไปแล้ว สมัยก่อนการทำศัลยกรรมเป็นเรื่องน่ากลัว ดูไม่ดี แต่ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป แนวคิดเปลี่ยนไป และมองว่าคนที่ทำศัลยกรรมคือคนที่อยากมั่นใจขึ้นก็เท่านั้น และการศัลยกรรมที่นิยมทำมาเป็นอันดับต้นๆ คือหน้าอก แต่การนำซิลิโคนใส่เข้าไปในร่างกาย จะอยู่ได้นานขนาดไหน วันนี้เรามารู้คำตอบกันค่ะ

อย่างแรกที่เราควรเรียนรู้คือ ส่วนประกอบของซิลิโคนนั้นมี 2 ส่วน ได้แก่ ตัวถุง และสารที่อยู่ข้างในถุง โดยสารที่ใส่อยู่ในถุงซิลิโคนก็คือ ซิลิโคนเจล ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถจับตัวกันได้เองเป็นก้อน ไม่กระจายตัว ซึ่งตัวอายุจริงๆ ของซิลิโคนที่เราเสริมเข้าไปนั้น บอกเลยว่ามีอายุไขยืนยาวกว่าอายุของคนเราเลยทีเดียว แต่ไม่ว่ายังไงแล้ว ก็มีโอกาสการรั่วของซิลิโคนทุกยี่ห้อที่ได้มาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 10% ใน 10 ปี ในบางรายที่เมื่อศัลยกรรมหน้าอกไปแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีรูปร่างไม่เหมือนเดิม หรือมีความแข็งตัวของซิลิโคนมาขึ้น อาจเป็นเพราะพฤติกรรมและกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนด้วย ซึ่งสิ่งที่ควรทำคือ หลังจากเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนมาแล้ว ควรฝึกการตรวจคล้ำเต้านมของตัวเองและทำประเป็นจำให้เป็นนิสัย และควรหาเวลาไปพบคุณหมอเพื่อเอ็กซเรย์เต้านมอย่างน้อย 3-5 ปีครั้ง เพราะหากพบความผิดปกติตั้งแต่เนินๆ จะได้แก้ไขได้ทันเวลา

ดังนั้น ถามว่า ซิลิโคน อยู่ได้นานแค่ไหน บอกได้คำเดียวว่าอยู่ได้นานกว่า ชีวิต ของเราเองเสียอีก แต่สิ่งสำคัญมากกว่าการมีหน้าอกสวยๆ ตูมๆ คือ การดูแลตัวเองหลังจากทำมาแล้ว เพราะนอกจากจะทำให้หน้าอกไซส์ใหญ่ที่เราต้องการอยู่กับเราไปนานๆ แล้ว ยังเป็นการดูแลสุขภาพตัวเองที่เราควรปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องค่ะ

เนรมิตรูปหน้าให้สวยดั่งใจด้วย แฟต กราฟติ้ง

อยากสวยแบบธรรมชาติสมัยนี้ไม่ต้องพึ่งสารสังเคราะห์อีกต่อไป เพราะเราสามาระฉีดไขมันตัวเอง เข้าไปเติมเต็มตรงจุดที่ต้องการ หรือที่ใช้ศัพท์กันว่า แฟต กราฟติ้ง ซึ่งบอกเลยว่าเป็นวิธีที่คุณจะได้สวยแบบสองต่อเลยทีเดียวค่ะ เพราะนอกจากจะได้นำไขมันของเราเองไปใส่ในจุดที่ต้องการแล้ว ยังได้ลดสัดส่วนในบางจุดที่เราไม่ต้องการอีกด้วย

ใครที่ยังไม่เข้าใจบอกเลยว่านวัตกรรมนี้เป็นสิ่งที่คุณๆ กำลังตามหาอยู่แน่นอน เพราะ แฟต กราฟติ้ง คือการดูดเอาไขมันตรงส่วนที่เราไม่ใช่ หรือส่วนที่มักจะสะสมกันมากเกินไป อาทิ ต้นขา ต้นแขน หน้าท้อง สะโพก แล้วนำไขมันที่ได้ไปฉีดบริเวณที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หน้าอก หรือเสริมสะโพกในบางคนที่มีก้นเล็ก ซึ่งบอกเลยว่า การทำแฟต กราฟติ้ง จะได้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ เพราะเป็นไขมันจากตัวเราเอง รวมทั้งยังไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ร่ายกายจะไม่ต่อต้านและเข้ากันได้ง่ายอีกด้วย โดยส่วนของใบหน้าเป็นส่วนที่หลายคนนิยมนำมาฉีดมากที่สุด เพราะให้ผลในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ร่องลึกใต้ดวงตา เติมเต็มร่องบริเวณหน้าผาและขมับ ช่วยลดแก้มที่ตอบหรือรอยที่ร่องแก้ม ปรับรูปหน้าบริเวณกราม ทำหน้าผากให้ดูกลมมน เพิ่มค้างให้ดูยาวขึ้น และอื่นๆ ตามที่ใจเราต้องการได้ และที่สำคัญการฉีดไขมันตัวเองเป็นการศัลยกรรมที่ไม่มีแผลเป็น ทำแล้วให้ความเป็นธรรมชาติ ทำแล้วอยู่ได้นาน ดูเป็นเนื้อเดียวกับผิวหน้า เรียกว่าสวยแบบไม่ต้องเจ็บตัวมาก และดูเหมือนไม่ได้ศัลยกรรมอะไรมาเลยด้วย

ทางเลือกดีๆ สำหรับคนที่อยากดูดี ในปัจจุบันนี้บอกเลยว่ามีหลากหลายจริงๆ ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าต้องการแบบไหน แต่บอกเลยว่า แฟต กราฟติ้ง ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

ปวดไมเกรน โบท็อกซ์ช่วยรักษาได้นะ

ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยความงามอย่างเดียวซะแล้ว สำหรับ โบท็อกซ์ สุดยอดสารจากธรรมชาติที่ช่วยเสกให้สาวๆ หนุ่มๆ ดูดีดีเป๊ะขึ้นได้ในพริบตา แถมไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวเพราะโบท็อกซ์ยังเป็นสารทางการแพทย์ที่ช่วยแก้ปัญหาไมเกรนได้อีกด้วย

เพราะการปวด ไมเกรน มีสาเหตุมาจากการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่า ซึ่งการตึงลักษณะนี้จะไปรบกวนระบบการไหลเวียนของเลือกที่ไปเลี้ยงสมอง เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจะทำให้มีอาการวิงเวียนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน เห็นแสงระยิบระยับ ซึ่งอาการเหล่านี้การทานยาแก้ปวดในระยะแรกอาจจะช่วยบรรเทาได้ แต่ในระยะยาวไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวด แต่โบท็อกซ์ ซึ่งเป็นสารโปรตีนบริสุทธิ์ ที่ออกฤทธิ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อในบริเวณที่หดตัวได้ ทำให้อาการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่า คล้ายลง ช่วยให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้เป็นอย่างดี จึงเรียกว่าเป็นการรักษาไมเกรนจากต้นตอเลยทีเดียว โดยการฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาอาการไมเกรน จะฉีดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งจะสามารถบรรเทาอาการปวดลงได้เป็นอย่างมาก ลดความถี่ของการปวดศรีษะลง รวมทั้งยังช่วยในเรื่องของริ้วรอยบริเวณหน้าผากให้ดูน้อยลงด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็นผลข้างเคียงที่ถูกใจผู้ป่วยแบบสุดๆ แต่การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหาอาการไมเกรนต้องฉีดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะตำแหน่งการฉีดเป็นตำแหน่งที่เฉพาะสุดๆ แพทย์ที่จะสามารถฉีดได้ต้องรับการอบรมการฉีดโบท็อกซ์รักษาไมเกรนโดยเฉพาะ

เห็นมั้ยค่ะว่าความเก๋ของ โบท็อกซ์ ไม่ใช่แค่ช่วยให้หน้าตึง ไร้ริ้วรอย อย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นเหมือยยาทางการแพทย์ที่ช่วยรักษาคนที่ปวดหัวไมเกรนอย่างได้ผล ยังไงใครที่มีปัญหาไมเกรนอยู่ ลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เลย นอกจากจะหากปวดหัวแล้วยังหน้าเด้งขึ้นอีกต่างหาก

 

 

 

โบท็อกซ์ ช่วยให้ขาเล็กได้จริงหรือ

โบท็อกซ์
โบท็อกซ์

ปัญหาขาใหญ่ ต้นขาใหญ่ จนใครๆ ตั้งฉายาว่า ขาต้นซุง เป็นอีกปัญหาหนักอกของบรรดาสาวๆ เพราะบางคนไม่ว่าจะมีร่างกายผ่ายผอมขนาดไหน แต่ก็ติดปัญหาที่มีต้นขาใหญ่อยู่ดี ซึ่งการทำศัลยกรรมลดต้นขา เป็นเรื่องที่ทำได้ลำบาก เพราะ ขา เป็นอวัยวะที่เราต้องใช้เดินตลอดเวลา หากเราต้องผ่าตัด การฟื้นตัวจะช้ากว่าจุดอื่นๆ ของร่างกาย แต่ทางออกสำหรับผู้ที่อยากมีขาเรียวเล็ก สามารถแก้ไขได้ด้วยการ ฉีดโบท็อกซ์ ค่ะ

โบท็อกซ์ เป็นสารโปรตีนสกัด ที่เมื่อฉีดเข้าไปจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ไม่มีมัดกล้าม ทำให้ขาเล็กลงได้ แต่ต้องชี้แจ้งไว้ก่อนเลยว่า โบท็อกซ์ จะช่วยลดเฉพาะตรงส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อเท่านั้น คนไหนที่มีไขมันมากๆ อาจจะต้องทำการลดไขมันลงเสียก่อน เพราะการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งก่อนจะฉีดโบท็อกซ์ แพทย์จะทำการวัดปริมาณกล้ามเนื้อกับไขมันบริเวณขาของเราก่อน ใครที่มีผลของไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ แพทย์จะไม่แนะนำให้ฉีด เพราะเป็นการเสียเงินฟรีๆ เพราะจะไม่เห็นผลใดๆ เท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนที่ฉีดได้ หลังจากฉีดแล้ว ขาจะเล็กลงตามที่คุณต้องการภายใน 4 สัปดาห์ แต่จะคงสภาพขาเรียวสวยไว้ได้ประมาณ 4-6 เดือนเท่านั้น เพราะต้องเข้าใจว่า ขาเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่ขยับและใช้งานหนัก จึงทำให้สารโบท็อกซ์จะหมดฤทธิ์เร็วกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นแนะนำว่าควรฉีดโบท็อกซ์ที่ขาประมาณปีละ 3 ครั้ง เพื่อคงสภาพขาเรียวเล็กไว้ได้อย่างที่ใจคุณต้องการ

ใครที่กำลังมีปัญหาเรื่อง ขาใหญ่ ใส่กระโปรงก็ไม่ได้ ใส่กางเกงก็ไม่สวย หาเวลาไปปรึกษาแพทย์ได้เลยจ้า จะได้มั่นใจทุกครั้งไม่ว่าจะใส่ชุดไหน กระโปรงสั้นขนาดไหน ออกจากบ้านยังไงละค่ะ